วันอังคารที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

หลักคำสอน หลวงพ่อเปลี่ยน

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง)
ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
...

พวกเราท่านทั้งหลายตั้งแต่เราเกิดมาตั้งแต่เล็ก
มาจนใหญ่จนโต จนเฒ่าจนแก่มาเช่นนี้
จิตใจของพวกเรานั้นไม่ได้ฝึกฝนอบรม
ไม่ได้ควบคุมดูแล ไม่ได้ประคับประคอง
ไม่รักษา ไม่ได้เจริญเมตตาภาวนา ฝึกฝนอบรมเขา
เขาก็ย่อมคิดไปนานาต่างๆ ให้พวกเราท่านทั้งหลาย
มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในการที่เขาคิด
แล้วก็พอจะพินิจพิจารณาได้นู่นแหล่ะว่า
บางทีนั้นจิตมันคิดดี คิดแล้วมีความสุขความสบาย
บางทีมันคิดไม่ดี มันคิดแค่ทำให้มีความเศร้าหมองความทุกข์
มันก็คิด นี่เป็นเรื่องของจิต

เหตุฉะนั้นการฝึกฝนอบรมจิตใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
แม้เขาจะมาอยู่กับรูปร่างกายพวกเราก็ตาม
เขามาอาศัยอยู่แต่เขามีอำนาจ มีการควบคุมร่างกาย
ให้เป็นไปตามอำนาจของเขาที่มันยังใช้งานได้อยู่
เรียกว่า เขาควบคุมดูแล มันเป็นเช่นนี้แหละ

เมื่อจิตใจของพวกเรา เมื่อมันเกิดคิดไม่ดีขึ้นมา
ยังโกรธยังเกลียด ยังเคียดยังแค้น ยังผูกพยาบาท
อาฆาตจองเวรกัน ยังคิดถกเถียงทุบตีกัน คิดฆ่ากัน
เบียดเบียนกันเกิดขึ้นก็เพราะเรื่องอย่างนี้เอง
ที่เราจะฝึกฝนอบรมจิตใจของเรามันคิดไม่ดีเป็นไปอย่างนี้

วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อเปลี่ยน

ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

พระอาจารย์เปลี่ยน นามสกุลเดิม วงษาจันทร์ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ณ บ้านโคกคอน อ.สว่างแดนดิน สกลนคร บิดาชื่อ กิ่ง มารดาชื่อ อรดี สกุลเดิม จุนราชภักดี ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 6 คน บิดามารดาทำการค้าขายมีฐานะดี

การศึกษาในระยะแรก ได้เรียนกับคุณตาคุณยายที่บ้าน เพราะระหว่างนั้นเกิดสงครามเอเซียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ 2) ต่อมาได้เข้าโรงเรียนบ้านโคกคอน เรียนจบชั้น ป. 4 เมื่อ อายุ 11 ปี สอบได้ที่หนึ่งในชั้น ท่านอยากจะเรียนต่อ แต่ต้องมาช่วยการค้าของบิดา โดยท่านต้องออกเดินทางไปซื้อของถึง จ.อุดรธานี โดยนั่งรถโดยสารบ้าง รถบรรทุกหรือรถขายถ่านบ้าง สินค้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ทั่วไป เมื่อถึงฤดูทำนาก็จ้างคนมาทำนา แต่ละปีเก็บเกี่ยวข้าวจากนาได้มาก จึงขยายกิจการไปค้าขายข้าวเปลือกกับโรงสีใหญ่ๆ ด้วย

หลังผ่านการคัดเลือกทหารแล้ว ท่านหันไปสนใจการรักษาคนเจ็บป่วย ได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องยา การรักษาคนไข้จากหมอประจำอำเภอซึ่งเป็นญาติกัน คุณหมอจึงคิดจะส่งท่านไปเรียนต่อที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งคุณตาก็สนับสนุน แต่มารดาไม่อนุญาต ต้องการให้ท่านดูแลการค้าต่อไป โดยที่ท่านเป็นผู้รับผิดชอบในการทำงาน มีฐานะการเงินดี ญาติพี่น้องและผู้ใกล้ชิดจึงไว้ใจ ได้พากันนำเงินมาฝากท่านเหมือนหนึ่งเป็นธนาคาร ท่านก็เก็บรักษาให้เขาโดยไม่ได้อะไรตอบแทน ท่านทำให้กับทุกคนด้วยความรักและนับถือเหมือนกับที่เขาวางใจท่าน

ท่านมีโอกาสดีได้คุ้นเคยกับพระสงฆ์มาตั้งแต่อายุ 11-12 ปี เมื่อทางบ้านมีงานบุญ ท่านจะทำหน้าที่ไปรับพระที่วัด จึงได้เห็นวิธีเดินจงกรมของพระอาจารย์ลี วัดป่าบ้านตาล และเป็นผู้ที่ได้แนะนำให้ไปหาหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ (ซึ่งบวชเมื่อายุมากแล้วและติดตามหลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ ไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้รับการยกย่องด้านการบำเพ็ญเพียรไม่ท้อถอย) หลวงปู่พรหมได้เดินจงกรมให้ดู และสอนให้เดินด้วย หลวงปู่พรหม จึงเป็นพระอาจารย์องค์แรกของท่าน และท่านมีโอกาสได้ศึกษากับพระที่บวชกับหลวงปู่พรหมอีกหลายองค์ ซึ่งสรรเสริญการบวชมาก ทำให้พระอาจารย์เปลี่ยนคิดบวชอยู่ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปี 14 ปี 16 ปี จนถึง 20 ปี

- 31 มีนาคม พ.ศ. 2502 อุปสมบทที่วัดธาตุมีชัย บ้านโคกคอน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ได้รับฉายาว่า "ปัญญาปทีโป" พระอุปัชฌาย์ คือ พระครู
  อดุลย์สังฆกิจ พระกรรมวาจาจารย์ คือ พระครูพิพิธธรรมสุนทร

ธุดงค์ภาคอีสาน พระอาจารย์เปลี่ยน สะพายบาตรแบกกลด และอัฐบริขารที่จำเป็น เดินตัดท้องนาไปองค์เดียว ไปหาพระอาจารย์อ่อนศรี ฐานวโร วัดธรรมมิการาม บ้านบึงโน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ว่าเป็นพระที่เคร่งและเอาจริง กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ที่ดงหม้อทอง จึงออกติดตามไปทางดงสีชมพู บ้านโซ่ บ้านเซิม ต้องเดินบุกป่าทึบ มีช้างป่าและสัตว์ร้ายน่ากลัว จนถึงดงหม้อทอง ปรากฏว่าท่านพระอาจารย์จวนได้ออกธุดงค์ต่อไปแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยนจึงพักอยู่ในกุฏิของท่านพระอาจารย์จวน ได้ลงไปเดินจงกรมที่พลาญหินข้างล่างจนถึงเที่ยงคืน จึงเข้าไปภาวนาต่อในกุฏิ ต่อมาท่านและพระร่วมคณะ ออกเดินทางไปบ้านมาย แล้วต่อไปถ้ำจันทร์ ได้พบท่านพระอาจารย์จวนไปปฏิบัติธรรมอยู่บนต้นไม้ในเหว ต้นไม้ต้นนี้ขึ้นมาจากเหวข้างล่างสูงจนเลยสันเขา ท่านใช้ไม้สองแผ่นพาดไปที่ต้นไม้ องค์ท่านไปนั่งและนอนเพื่อปฏิบัติธรรม อยู่ตรงกิ่งที่ได้พาดไว้ ท่านพระอาจารย์จวนได้พูดธรรมะให้ฟังสั้นๆ ว่า “เธอนี้มันติดสมมุติ ต้องเปลี่ยนสมมุติให้รู้ ข้ามสมมุติให้ได้” พระอาจารย์เปลี่ยนฟังแล้ว ก็พอใจ คุ้มกับความเหนื่อยยากที่ได้ตรากตรำฟันฝ่าเอาชีวิตไปพบ เนื่องจากบริเวณถ้ำจันทร์ไม่มีที่พัก หลังจากถามธรรมะท่านพระอาจารย์จวนพอสมควรแล้ว พระอาจารย์เปลี่ยนจึงเดินทางไปพักที่สำนักสงฆ์บ้านหนองแวง ได้ไปปักกลดพักอยู่ใต้ร่มไม้

ธุดงค์ภาคใต้ ท่านได้ชวนน้องชายคนเล็ก และน้องชายของพระอาจารย์แปลง (ซึ่งบวชอยู่ที่วัดเดียวกัน) เดินทางด้วยกัน โดยคิดจะเอาน้องทั้งสองไปบวชในโอกาสต่อไป ทั้งหมดขึ้นรถ บขส. มาลงที่ตลาดหมอชิต กรุงเทพฯ แล้วไปพักอยู่ที่วัดสระปทุม 4 วัน พระอาจารย์เปลี่ยนอยากจะไป จ.ภูเก็ต จึงปรึกษากันกับคณะแล้วออกเดินทางไปภาคใต้  ได้เดินทางไป จ.ชุมพร และ อ.กันตัน จ.ตรัง พักบนภูเขา ซึ่งต่อมาคือสวนสาธารณะควนตำหนักจันทร์ แล้วนั่งเรือไป จ.ภูเก็ต พักที่วัดเจริญสมณกิจ (วัดหลังศาล) อ.เมือง ท่านได้พักอยู่กุฏิหลังเล็กๆ ในป่า เมื่อพักหายเหนื่อยจากเดินทางแล้วจึงออกมานั่งนอกกุฏิและได้เห็น หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เดินจงกรมอยู่ พระอาจารย์เปลี่ยนชอบใจลักษณะการเดินจงกรมของหลวงปู่มาก นั่งดูอยู่เป็นชั่วโมง เห็นหลวงปู่หยุดเดิน ท่านจึงเดินไปหาเพื่อนที่มาด้วยกันซึ่งพักอยู่บนศาลา หลวงปู่ได้เดินออกมาพบท่านกลางทาง และพูดคุยด้วยจนทราบว่าพระอาจารย์เปลี่ยน มาแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อภาวนา หลวงปู่ได้กล่าวว่าจะเป็นอาจารย์สอนให้ มีข้อขัดข้องอะไรให้ไปถามได้เวลาหลวงปู่ว่าง พระอาจารย์เปลี่ยนจึงไปปรนนิบัติหลวงปู่ตั้งแต่นั้นมา

ต่อมาพระอาจารย์สุวัจน์ สุวโจ ซึ่งใฝ่ใจการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ได้มาอยู่ปฏิบัติด้วยประมาณเดือนครึ่ง พระอาจารย์เปลี่ยนได้ขอร้องให้ท่านเทศน์ให้ฟัง ต้องคะยั้นคะยออยู่นาน พระอาจารย์สุวัจน์ได้เทศน์เรื่องอนัตตา เรื่องตัดธาตุ ตัดขันธ์ภายใน ซึ่งเทศน์ได้ดีมาก

วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ธุดงค์ภาคเหนือ

ธุดงค์ภาคเหนือ ในระหว่างที่พระอาจารย์เปลี่ยนธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ นั้นได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือถึงหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ว่าเทศน์ได้เก่งมาก ส่วนหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ไม่ได้เทศน์แต่เป็นพระนักปฏิบัติ จึงคิดจะไป จ.เชียงใหม่ เพื่อตามหาหลวงปู่ตื้อ ท่านมาพักปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่วัดป่าอาจารย์ตื้อ ท่านได้เห็นการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ตื้อแล้วชอบมาก จึงพยายามปฏิบัติให้ได้ใกล้เคียง หลวงปู่ตื้อมีความสามารถในการสอนธรรมะและอธิบายข้อสงสัยต่างๆ อย่างกระจ่างแจ้งสมคำร่ำลือ และคุ้มค่ากับความเหนื่อยยากที่ท่านดั้นด้นไปหาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ สิ่งใดที่พระอาจารย์เปลี่ยนสงสัย หลวงปู่จะไขให้จนกระจ่าง ประมาณเที่ยงคืนจึงจะกลับไปนั่งพิจารณาธรรมะที่หลวงปู่สอนสั่ง แล้วเดินจงกรมจนถึงตี 2 ท่านพักผ่อนได้ 2 ชั่วโมงก็ตื่นตี 4 ทำวัตรสวดมนต์ แล้วทำความเพียรต่อจนถึงเวลาออกบิณฑบาต

ต่อมาท่านเดินทางไปพักปฏิบัติธรรมที่พระพุทธบาทสี่รอย แล้วออกธุดงค์ต่อไปยังบ้านผาแด่น (เป็นหมู่บ้านกระเหรี่ยง และเป็นที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม) การเดินทางช่วงนี้ลำบากขึ้น เพราะน้ำค้างลงหนักมากคล้ายฝนตก ดินชุ่มชื้นทางเดินลื่น จนทำให้ท่านลื่นไถลลงเขาไปหลายเมตร สำนักสงฆ์บ้านผาแด่นขณะนั้น มีพระอาจารย์บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต พักปฏิบัติธรรมอยู่ แต่ท่านจะมาที่หมู่บ้านเวลาเช้าเพื่อบิณฑบาตร แล้วจะปลีกตัวเข้าไปอยู่ในป่า ท่านเดินทางต่อไปยังดอยแม่ปั๋ง ได้พบพระอาจารย์หนู สุจิตโต และกราบนมัสการขอพักและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่แหวน คณะทั้งหมดก็ไปกราบหลวงปู่แหวน ณ กุฏิหลังเก่า ซึ่งเป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ อยู่ข้างทางจงกรม (ปัจจุบันกุฏิหลังนี้ใช้เป็นที่เก็บของ) ขณะนั้นหลวงปู่แหวนยังไม่มีใครรู้จักมาก ในวัดจึงมีกุฏิอยู่ไม่กี่หลัง มีพระอาจารย์หนูเป็นผู้ปฏิบัติหลวงปู่แหวนเท่านั้น หลวงปู่แหวนได้กล่าวกับคณะทั้งหมดว่า “มรรค ผล นิพพาน ยังมีอยู่ครบบริบูรณ์ พวกท่านจงพยายามทำกันนะ”

เวลาต่อมา ท่านออกธุดงค์ไปต่อไป และได้ผ่านไปพบวัดร้าง คือ วัดอรัญญวิเวก (สำนักสงฆ์อรัญญวิเวก) ท่านพักอยู่ไม่นาน แต่การปฏิบัติธรรมของท่านเจริญก้าวหน้า จึงได้รับความสงบมาก การทำความเพียรด้านอื่นๆ ก็ไม่ติดขัด เพราะสถานที่สงบเงียบและวิเวกดี การปฏิบัติธรรมของท่านเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ชาวบ้านมีศรัทธาจึงพร้อมใจกันสร้างกุฏิให้ท่านใหม่ ...จวบจนปัจจุบัน ท่านยังคงพำนักอยู่ ณ วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง) แห่งนี้
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=9335

วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ "จิตสงบจึงพบความสุข"

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่

...

นี่แหละเมื่อจิตใจเราไม่สงบเราต้องขวนขวาย
ขวนขวายหาวิธีผูกจิตของเราไว้ให้จิตของเรา
มีที่อยู่มีที่พึ่งพาอาศัย   จิตใจนี้ถ้าไม่มีที่พึ่งพาอาศัย
จะคิดไปเรื่อยๆนะ  คิดไม่อยู่กับตนกับตัว
ถ้าเขามีที่พึ่งอาศัยคือ ข้อธรรมกรรมฐาน
เขาก็จะคิดอยู่กับข้อธรรมกรรมฐาน  ก็จะพักอยู่ที่นั่น
ก็จะเกาะเกี่ยวอยู่ที่นั่น ยึดเหนี่ยวอยู่ที่นั่น
มันอยู่กับข้อธรรมกรรมฐานแล้วมันสงบเป็นระยะหนึ่ง

ถ้ามันสงบจริงๆแล้ว..เราจะตั้งไว้ที่ไหนก็ได้จิตใจนี้
จะคิดอยู่ตรงไหนก็ได้  ให้มันนิ่งอยู่นั่นได้หมดถ้าฝึกได้
ได้หมดทุกที่ในร่างกายส่วนใดก็ได้
หรือเอาออกไปคิดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ข้างนอก
คิดให้มันนิ่งอยู่กับสิ่งนั้นก็ได้  วิจารหรือให้มันนิ่งอยู่กับหนังสือก็ได้
จิตใจที่ฝึกได้  เรียกคิด คิดแต่สิ่งที่มันเป็นประโยชน์
สิ่งไหนไม่เป็นประโยชน์ก็จะไม่คิด เพราะมันฉลาด

ตรงนี้แหละการที่ฝึกฝนอบรมจิตใจเพื่อให้จิตใจของเราฉลาด
เพื่อให้เขามีที่พึ่ง มีอาหารที่เขาจะกิน
พวกเราต้องพากันตั้งใจเพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ฝึกยากแค่ไหนก็ตาม  คุณงามความดีมันต้องทำยากหน่อย
มันไม่ใช่ของทำง่าย  คือของทำยาก  แต่ทำแล้วมันจะมีคุณค่า
นำพาพวกเราให้มีความสงบสุข ตรงนี้แหละการฝึกฝนอบรมจิตใจ

...ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ "จิตสงบจึงพบความสุข"